การพัฒนาระบบริการสุขภาพผู้สูงอายุเป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข จากการสำรวจข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า ประชากรมีอายุสูงกว่า 60 ปีขึ้นไปมีมากขึ้น ในปี พ.ศ.2557 พบว่าประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุประมาณ 10 ล้านคน ร้อยละ 14.9 ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลอ่ายนาไลยมีผู้สูงอายุ จำนวน 832 คน จากการสำรวจประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำ ปี 2560 ดัชนีบาร์เธลเอดีแอล (Barthel ADL index) พบว่ามีกลุ่มติดสังคม กลุ่มติดบ้านและติดเตียง คิดเป็นร้อยละ 97.96 2.04 และ 0.60 ตามลำดับ
เพื่อศึกษาสถานการณ์การดูแลสุขภาพระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านติดเตียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายด้วยกระบวนการ 1A4Cกับความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน(ADL)
กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุติดบ้าน ติดเตียง ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ประธานผู้สูงอายุ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน แกนนำชุมชน เยาวชน องค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำแบบไม่เป็นทางการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาชุมชน ผู้ช่วยผู้พิการ พระสงฆ์และเจ้าหน้าสาธารณสุข จำนวน 88 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบประเมินสุขภาพผู้สูงอายุแบบเป็นองค์รวม แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ทะเบียนผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง แบบวัดความพึงพอใจ และแบบสรุปกิจกรรมการดูแลผู้สูงอายุ ระหว่างเดือน ตุลาคม 2559 ถึงเดือน กันยายน 2560 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การ วิเคราะห์เชิงเนื้อหาจากการถอดบทเรียน
1)มีการพัฒนาแนวทางการดูแลอย่างมีระบบร่วมกับเครือข่ายดูแลช่วยเหลือ“ชุมชนไม่ทอดทิ้งกัน” พัฒนาศักยภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุ จัดตั้งครัวเรือนผู้สูงอายุต้นแบบ 2) มีการดูแล 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์และพัฒนาศักยภาพด้านความรู้และทักษะการดูแลต่อเนื่องกลุ่มผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงแก่ผู้ดูแลหลักอาสาสมัคร เยาวชนและจิตอาสา ระยะที่ 2 ปฏิบัติจริงในชุมชนและวางแผนการดูแลต่อเนื่อง ระยะที่ 3 สรุปและประเมินหลังการปฏิบัติ สามารถทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านจำนวน 17 คน ( ADL 5 – 11 คะแนน) กลับไปอยู่ในกลุ่มติดสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จำนวน 5 คน ร้อยละ 29.41 กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง จากโรคอัมพาต จำนวน 5 คน ได้รับบริการเยี่ยมบ้านต่อเนื่อง ร้อยละ 100 ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเกิดความพิการซ้ำซ้อน และผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงร้อยละ 97.5
ระบบที่สร้างขึ้นต้องมีความยืดหยุ่นโดยยึดเป้าหมายผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่นั้น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลที่ต่อเนื่อง ลดผลกระทบด้านสุขภาพและลดต้นทุนการรักษาพยาบาล และเจ้าหน้าที่ควรให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติเกี่ยวกับโรค ภาวะแทรกซ้อน สร้างจิตสำนึกให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความสำคัญในการปฏิบัติตัวและรับบริการรักษาตามนัดอย่างต่อเนื่อง
1.การดูแลผู้สูงอายุโดยภาคีมีส่วนร่วมช่วยสร้างสุขภาพจิต ลดเสี่ยง ลดภาวะแทรกซ้อนทำให้เกิดการดูแลสุขภาพด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์( Humanized health care) 2.การปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความรู้ ความสามารถ ทำให้เกิดการดูแลอย่างมีคุณภาพ ( Quality care ) 3 การคืนข้อมูลให้กลุ่มเป้าหมาย ชุมชน รับรู้ปัญหา นำไปสู่การแก้ไขปัญหา เกิดความร่วมมือในการ
การพัฒนาจากข้อมูลพื้นฐานของชุมชน ผ่านแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) การสร้างการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ โดยความร่วมมือของผู้ป่วย ญาติและอสม.ทำให้ผู้สูงอายุดูแลตนเองดีขึ้นไม่เกิดภาวะเสี่ยงโรคแทรกซ้อน เกิดการเรียนรู้ ไปประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหากลุ่มติดบ้าน ติดเตียง และขยายผลไปใช้ในพื้นที่ของโซนแม่น้ำสาคร อาทิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฝั่งหมิ่น ยาบหัวนา บ่อหอย
การสนับสนุนเชิงนโยบาย พอใจให้คำปรึกษา พอใจจัดอบรมให้ความรู้ในหน่วยงาน พอใจส่งไปอบรมเพิ่มความรู้นอกหน่วยงาน พอใจ
การพัฒนา ผู้สูงอายุ ติดบ้าน ติดเตียง
ไม่เป็น
ไม่เคย
ไม่เคย
ไม่เคย