การคาสายสวนปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (catheter-associated urinary tract infection: CAUTI)ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้น ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ค่าใช้จ่ายและอัตราการตายเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้เพราะสายสวนปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแบคทีเรียซึ่งก่อให้เกิดการติดเชื้อตามมา การถอดสายสวนปัสสาวะออกทันทีเมื่อหมดความจำเป็นจึงเป็นการป้องกันการเกิดการติดเชื้อ CAUTI ที่ดีที่สุด แต่พบว่าบุคลากรสุขภาพมักมีการลืมหรือละเลย ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการถอดสายสวนเมื่อหมดความจำเป็นซึ่งอาจเลยเวลาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน ระบบเตือนในการถอดสายสวนปัสสาวะเป็นวิธีการกระตุ้นหรือเตือนให้บุคลากรในทีมสุขภาพมีการถอดสายสวนปัสสาวะเมื่อหมดความจำเป็น ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิด CAUTI ได้
เพื่อเปรียบเทียบจำนวนวันการคาสายสวนปัสสาวะและอัตราการติดเชื้อ CAUTIระหว่างกลุ่มที่ใช้การเตือนการถอดสายสวนปัสสาวะและกลุ่มที่ให้การพยาบาลปกติ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental design) ชนิด 2 กลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน คือกลุ่มทดลองที่ใช้การเตือนการถอดสายสวนปัสสาวะเมื่อหมดความจำเป็น และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลแบบปกติ โดยคุณสมบัติกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยระบบประสาทอายุ 13 ปีขึ้นไปที่ได้รับการคาสายสวนปัสสาวะ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างทุกรายที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ศึกษาในช่วงระหว่างที่ทำการศึกษาเป็นเวลา 6 เดือน จำนวน 699 คน โดย 6 เดือนแรกเป็นกลุ่มควบคุมและ6 เดือนหลังเป็นกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการเตือนการถอดสายสวนปัสสาวะเมื่อหมดความจำเป็น ได้แก่แบบฟอร์ม catheter alert สำหรับการเตือนแพทย์ให้พิจารณาความจำเป็นของการคาสายสวนฯ หุ่นจำลองประสาทศัลยแพทย์ที่มีข้อความเตือน และปั๊มตรายางเตือนแพทย์(physician reminder sticker)ในใบคำสั่งการรักษา
กลุ่มควบคุมมีจำนวนวันรวมการคาสายสวนปัสสาวะ 2348 วันต่อปี กลุ่มทดลองมีจำนวนวันรวมการคาสายสวนปัสสาวะ จำนวน 1861 วันต่อปี เมื่อเปรียบเทียบจำนวนวันการคาสายสวนปัสสาวะระหว่าง 2 กลุ่ม พบว่า ข้อมูลมีการกระจายไม่เป็นโค้งปกติ ผู้วิจัยจึงปรับใช้สถิตินอนพาราเมตริกทดแทน คือ สถิติวิลคอกซอนแมนวิทนีย์ยู พบว่า กลุ่มทดลองมีจำนวนวันการคาสายสวนปัสสาวะน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z=4.918 p=.000) สำหรับอัตราการติดเชื้อ CAUTI พบว่า กลุ่มควบคุมมีจำนวนครั้งการติดเชื้อ CAUI 9 ครั้ง คิดเป็นอัตราการติดเชื้อ 3.83 ครั้ง/1000 วันคาสายสวนปัสสาวะ กลุ่มทดลองมีจำนวนครั้งการติดเชื้อ CAUTI 6 ครั้ง คิดเป็นอัตราการติดเชื้อ 3.22 ครั้ง/1000 วันคาสายสวนปัสสาวะ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการติดเชื้อ CAUTI ด้วยสถิติไค-สแควร์ พบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (x2 = 0.359 p =.35)
การนำโปรแกรมการเตือนการถอดสายสวนปัสสาวะเมื่อหมดความจำเป็นมาใช้ในหอผู้ป่วย จะเป็นการช่วยเตือนบุคลากรทีมสุขภาพทั้งแพทย์และพยาบาล รวมถึงผู้ป่วยและผู้ดูแลให้เกิดความตระหนักถึงปัญหาการเกิด CAUTI และพิจารณาให้ถอดสายสวนปัสสาวะให้เร็วเมื่อผู้ป่วยหมดความจำเป็น งานวิจัยดังกล่าว สามารถลดจำนวนวันการคาสายสวนปัสสาวะลงได้ และทำให้อัตราการติดเชื้อ CAUTI มีแนวโน้มลดลง
งาน R2R ต้องอาศัยความร่วมมือของทีมสุขภาพทุกคนในหน่วยงานที่ต่างมีงานประจำที่หนักอยู่แล้ว การนำการวิจัยสู่การปฏิบัติอาจทำให้เจ้าหน้าที่ไม่คุ้นชินกับกิจกรรมที่จัดขึ้น เกิดการลืมหรือไม่ปฏิบัติตามแนวทางอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีการทบทวนและกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับรับฟัังปัญหาและข้อเสนอแนะของทีมทำงาน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมต่อไป
1.ทีมสุขภาพในหอผู้ป่วย ที่มีทั้งแพทย์และพยาบาล ที่ให้ความสนใจและร่วมมือในการทำงานวิจัยครั้งนี้ ตั้งแต่การช่วยคิด ช่วยทำ และช่วยสนับสนุน ส่งเสริม 2.ทีมนักวิจัยในหน่วยงานที่ เป็นนักวิจัยมือใหม่ แต่ใจกล้าและอดทนกับภาระงานที่มากล้นตรงหน้าและอดทนกับเสียงบ่นในระยะแรก 3.ทีมพี่เลี้ยงหรือ FA ที่ดูแลช่วยเหลือ เสนอแนะการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จและต่อเนื่อง
สนับสนุนเชิงนโยบาย ด้วยการจัดให้มีการอบรมโครงการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนางานประจำด้วยการวิจัย(Routine to Research) โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และหัวหน้าตึกจัดวันทำงานให้แกน R2R ใด้ทำงาน 2 วัน/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ไม่เป็น
วารสารพยาบาลสภากาชาดไทย ปีที่ 9 ฉ.2 ก.ค.-ธ.ค. 59
งานประกวดผลงานพัฒนาคุณภาพเขต 11 จังหวัดภูเก็ต 2559
งานประกวดผลงานพัฒนาคุณภาพเขต 11 ประเภท R2R คณะกรรมการพิจารณาผลงานคุณภาพเขต 11 2559